Toto - Hydra

posted on 04 May 2008 14:50 by lilium-cruentus

Toto - Hydra

genre: Melodic Hard Rock/Art Rock

 Track Listing:

All songs by David Paich, except where noted.

  1. "Hydra" (David Hungate/Bobby Kimball/Steve Lukather/David Paich/Steve Porcaro/Jeff Porcaro) – 7:31
  2. "St. George and the Dragon" – 4:45
  3. "99" – 5:16
  4. "Lorraine" – 4:46
  5. "All Us Boys" – 5:03
  6. "Mama" (David Paich/Bobby Kimball) – 5:14
  7. "White Sister" (David Paich/Bobby Kimball)– 5:39
  8. "A Secret Love" (David Paich/Bobby Kimball/Steve Porcaro)– 3:07

 Line Up:

  • Steve Lukather - guitar, vocals
  • Bobby Kimball - vocals
  • David Hungate - bass
  • Jeff Porcaro - drums
  • Steve Porcaro - keyboards
  • David Paich - keyboards, vocals

Review:

       พูดถึงพัฒนาการทางด้านคุณภาพของการทำงาน ผลลัพท์และเสียงวิจารณ์จะออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่บางครั้งบางคราวก็ต้องแลกด้วยการที่ผลประโยชน์ที่ได้ตอบแทนน้อยลงไป ซึ่งจะเห็นได้จากผลงานเพลงของหลายๆวงที่พยายามทำงานให้ออกมาละเอียดลออมากขึ้นกว่าผลงานเดิมที่เคยทำไว้ เสียงวิจารณ์ก็ออกมาในแง่ดี แต่ยอดขายกลับลดลง ซึ่งวงอย่าง Toto ก็หนีไม่พ้นสถานการณ์นี้่เช่นเดียวกัน

        สำหรับอัลบั้ม Hydra นี้คือผลงานชุดที่สองของวงเมโลดิคร๊อคชื่อดังอย่าง Toto ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องการทำดนตรีเมโลดิคร๊อคที่งดงามพิถีพิถันและมีซิงเกิ้ลดังๆออกมามากมาย ซึ่งอัลบั้มแรกของพวกเขานั้นสามารถทำยอดขายได้ถึงระดับดับเบิ้ล แพลตินั่มกันเลยทีเดียว โดยที่ในอัลบั้มที่สองนี้พวกเขาก็พยายามพัฒนาการทำงานให้ซับซ้อนและมีความเป็นโปรเกรสสีฟยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่ยอดขายไปได้เพียงระดับ Gold เท่านั้น  ทั้งๆที่ภาคดนตรีและมุมมองในการแต่งเพลงในอัลบั้มนี้จะเหนือกว่าอัลบั้มแรกมากทีเดียว

        อัลบั้มนี้เปิดตัวด้วยไตเติ้ลแทร๊ค Hydra ที่ถึงแม้จะมีความยาวไม่มากเท่าวงโปรเกรสสีฟแท้ๆวงอื่นๆ แต่ด้วยการใช้เนื้อเพลงแบบเล่าเรื่องนิยายแฟนตาซี รวมถึงภาคดนตรีที่ละเอียดซับซ้อนแถมยังเร้าใจ ทำให้เพลงนี้เป็นมหากาพย์ขนาดย่อมๆของวงได้เลยทีเดียว (เพลงนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวงด้วย) ตามมาติดๆด้วย St.George and the Dragon ที่มีเนื้อร้องต่อเนื่องมาจากเพลงที่แล้ว เป็นเพลงเมโลดิคร๊อคจังหวะกลางๆ เรียบง่าย ฟังเพลินๆดีครับ ก่อนจะมาถึงเพลงบัลลาดสุดไพเราะและเปี่ยมอารมณ์อย่าง "99" ที่ดนตรีนวลเนียนและละเอียดมากๆ ทั้งเสียงเปียโนและซินธ์ได้ถูกเรียบเรียงมาอย่า่งลงตัว บวกกับเสียงร้องนุ่มๆแฝงความเศร้าของ Steve Lukather ยิ่งได้อารมณ์ลึกซึ่งได้อารมณ์โปรเกรสสีฟครับ ซึ่งเนื้อร้องของเพลงนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมากจากภาพยนตรวิทยาศาสตร์์เรื่อง THX-1138 ของ George Lucas นั่นเอง ต่อเนื่องด้วย Lorraine ที่ขึ้นต้นเป็นเปียโนบัลลาดเพราะๆ (Steve Lukather ร้องนำอีกเพลง) ก่อนจะปรับอารมณ์ให้สดใสขึ้นด้วยท่อนคอรัสจังหวะเร็ว ทางด้าน All Us Boys เป็นร๊อคธรรมดาๆไม่มีอะไรโดดเด่นแต่ก็สนุกสดใส ร้องนำโดย Steve Porcaro ถือว่าเป็นการเปลี่ยนอารมณ์หนีจากความเคร่งเครียดจริงจังในช่วงต้นอัลบั้มได้ดีครับ ในขณะที่ Mama เป็นเพลงที่ Bobby Kimball ได้โชว์เสียงร้องเต็มๆอีกครั้ง บรรยากาศแบบอาร์แอนด์บีเล็กๆจากชุดที่แล้วฟุ้งเต็มไปหมด กลางๆเพลงมีโซโล่เปียโนไฟฟ้าดวลกับกีตาร์พองาม ก็ฟังเพราะดีครับ ต่อด้วย White Sister ร๊อคสนุกๆอีกเพลงที่ไม่ค่อยจะมีอะไรที่น่าจดจำสักเท่าไร แต่จำได้ว่าตอนฟังเวอร์ชั่นไลฟ์ในชุด Livefields จะมันส์กว่ามากครับ ปิดท้ายด้วย A Secret Love เปียโนบัลลาดอันแสนงดงาม บรรยากาศชวนฝัน เป็นอีกเพลงที่การเรียบเรียงเสียงเปียโนและคีย์บอร์ดทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ

        อัลบั้มนี้ถือว่าเป็นพัฒนาการที่น่าชมเชยในด้านดนตรีของทางวง ถึงแม้จะมีบา่งเพลงที่ดุออกจะธรรมดาไปบ้าง แต่ในความเห็นผมแล้ว อัลบั้มนี้เป้นอัลบั้มที่น่าฟังและศึกษาชุดหนึ่ง ซึ่งถ้าชอบผลงานอื่นๆของวงนี้แล้วก็ไม่น่าที่จะปฏิเสธอัลบั้มนี้ครับ โดยเฉพาะแฟนๆโปรเกรสสีฟร๊อคที่สนใจจะฟังผลงานของวงนี้ ก็ต้องแนะนำอัลบั้มนี้กันก่อนเลย เพราะน่าจะเป็นงานที่ละเอียดและน่าจะมีความเป็นโปรเกรสสีฟมากที่สุดเท่าที่วงเคยทำมาครับ

        
 

                                                     

Opeth - Watershed

posted on 27 Apr 2008 10:38 by lilium-cruentus

Opeth - Watershed

Genre: Progressive Death Metal / Progressive Rock

Track Listings All songs written by Mikael Åkerfeldt except where noted:

1. Coil
2. Heir Apparent
3. The Lotus Eater
4. Burden
5. Porcelain Heart (Åkerfeldt, Åkesson)
6. Hessian Peel
7. Hex Omega

Line-up/Musicians

- Mikael Åkerfeldt / vocals, guitars, production
- Fredrik Åkesson / guitars
- Martin Mendez / bass
- Martin Axenrot / drums, percussion
- Per Wiberg / keyboards
- Nathalie Lorichs / guest vocals on 'Coil'

Review:

        เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วนะครับสำหรับทุกครั้งที่จะมีอัลบั้มออกใหม่ แผ่นโปรโมก็มักจะหลุดและถูกนำมาเผยแพร่ให้ขโมยฟังกันในอินเตอร์เน็ตอยู่เสมอ ซึ่งปัญหานี้ก็คงจะแก้กันลำบากแล้วล่ะครับ เพราะฉะนั้นเหล่านักฟังทั้งหลายที่ไปโหลดเพลงจากตามที่ต่างๆมาก็ขอให้ฟังเพื่อเป็นตัวอย่าง และอย่าลืมอุดหนุนของจริงกันด้วยนะครับ

        สำหรับอัลบั้ม Watershed นี้ก็ได้หลุดออกมาให้ได้ฟังก่อนวันวางแผงถึง 2 เดือนด้วยกัน ซึ่งก็แน่นอนครับ ผลงานชิ้นนี้ก็้ยังคงยอดเยี่ยมตามมาตรฐานของวงตามเคย และอาจจะฟังดูลงตัวขึ้นกว่าอัลบั้มก่อนๆขึ้นด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นคงได้เสียสตางค์กันแน่นอนสำหรับอัลบั้มนี้ครับ

        อัลบั้มนี้เปิดตัวด้วย Coil ซึ่งเป็นเพลงอคูสติกที่งดงาม หมองเศร้าตามแบบฉบับที่วงชอบทำบ่อยๆ เพิ่มความงดงามด้วยเสียงร้องของนักร้องสาว Nathalie Lorichs ซึ่งแปลกตรงที่ว่าทางวงไม่ค่อยจะเอาเพลงแบบนี้มาใช้เปิดอัลบั้ม แต่ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบครับ ก่อนจะมาเริ่มต้นกันอย่างเข้มข้นจริงๆกับ Heir Apparent ที่ขึ้นต้นด้วยริฟฟ์หนักหน่วงเชื่องช้าราวกับดูม ตัวเพลงค่อนข้างหนักหน่วงทีเดียวครับ สำหรับมือกลองคนใหม่ (แต่หน้าเก่า) อย่าง Martin Axenrot นั้นได้โชว์ความสามารถออกมาในเพลงนี้เลย เพิ่มความหนักหน่วงซับซ้อนในบทเพลงได้มากเลยครับ ท่อนผ่อนกลางเพลงมีโซโล่กีตาร์แบบสไลด์เล็กน้อย ทางด้านเสียงร้องในเพลงนี้เป็นการสำรอกเต็มๆไม่มีเสียงคลีนครับ ต่อเนื่องด้วย The Lotus Eater ที่หนักหน่วงรุนแรงพอๆกับเพลงที่แล้ว (ความยาวเท่ากันเป๊ะเลยด้วย) แต่เพลงนี้จะมีเสียงร้องคลีนด้วย แถมกลองยังมีบลาสต์บีตเล็กๆอีกตังหาก และเราสามารถได้ยินเสียงเมลโลตรอนฝีมือ Per Wiberg ได้อย่างชัดเจนในเพลงนี้ครับ (ท่อนบรรเลงตอนกลางๆค่อนไปทางท้ายเพลงยังมีการเหยาะแจ๊สเข้ามานิดๆด้วย) เรียกได้ว่าลงตัวและครบเครื่องจริงๆครับ ก่อนจะตามมาด้วยเพลงโปรดของผมประจำอัลบั้มนี้นั่นคือ Burden ครับ เพลงนี้เป็นเพลงช้าสุดหมองเศร้าที่เสียงเมลโลตรอนตลบอบอวลไปหมด เมโลดี้ร้องเพลงนี้เพราะมากครับ แถมมีโซโล่คีย์บอร์ดเลียนเสียงออร์แกนอีกตังหาก โซโล่กีตาร์ก็หวานซึ้ง แฟนๆโปรเกรสสีฟร๊อคถูกใจแน่ๆครับ ฟังแล้วอยากฟังอีกหลายๆรอบ (น่าจะเป็นเพลงช้าที่ดีที่สุดเท่าที่วงนี้เคยทำมาเลยครับ) ขณะที่ซิงเกิ้ลของอัลบั้มนี้อย่าง Porcelian Heart นั้นฟังแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงตัดเป็นซิงเกิ้ล ไม่ใช่ว่าเพลงนี้ไม่ดีนะครับ กลับกันเพลงนี้มันซับซ้อนเอาการเลยล่ะ (เพียงแต่มันไม่ติดหูง่ายอย่างที่ควรจะเป้นซิงเกิ้ลเท่านั้นเอง อาจจะเพราะมันไม่มีเสียงสำรอกก็ได้ครับ) ดนตรีเป็นการผสมผสานที่ดีระหว่างความนุ่มนวลแบบอคูสติกและความหนักหน่วงแบบโปรเกรสสีฟเมตัล น่าฟังตามมาตรฐานของวงครับ ต่อด้วยเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้มอย่าง Hessian Peel ที่ขึ้นต้นแบบนุ่มๆสวยๆอีกแล้ว ไปแบบช้้้าๆเนิบๆเน้นบรรยากาศ มีเสียงเครื่องสายด้วยครับ เพราะมากๆ ก่อนที่ตอนกลางๆเพลงจะเปลี่ยนกลายเป็นโปรเกรสสีฟเดธที่เกรี้ยวกราดรุนแรง อัดกันมันส์จนจบเพลงเลยครับ ปิดท้ายด้วย Hex Omega ที่ขึ้นต้นอย่างหนักหน่วง มีเสียงเมลโลตรอนเพิ่มความโดดเด่น เพลงนี้เป็นเพลงที่ร้องน้อย และเน้นภาคดนตรีที่เข้มข้นเป็นหลัก ริฟฟ์สวยงามดุดันทีเดียว (ติดกลิ่นภารตะนิดๆ) ปิดอัลบั้มได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ

        ไร้ที่ติครับอัลบั้มนี้ ไร้ที่ติจริงๆ ฟังตรงใหนก็ดีไปหมดเลย เป็นกาารบรรจบกันพอดีๆของความหนักหน่วงรุนแรงและความงดงามนุ่มนวลภายใต้บรรยากาศอันมืดมน แสดงให้เห็นถึงความคงเส้นคงคงวาในการทำเพลงของวงครับ (เผลอๆจะดีขึ้นกว่าชุดก่อนๆอีก) เป้นงานที่ห้ามพลาดอย่างแท้จริงครับ ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมถึงหยุดรักวงนี้ไม่ได้เสียที

 

 

edit @ 27 Apr 2008 11:25:27 by Lilium † Propaganda™

edit @ 27 Apr 2008 11:29:35 by Lilium † Propaganda™

edit @ 27 Apr 2008 11:32:41 by Lilium † Propaganda™

edit @ 27 Apr 2008 18:51:04 by Lilium † Propaganda™

edit @ 27 Apr 2008 19:54:14 by Lilium † Propaganda™

Pure Reason Revolution – The Dark Third

posted on 23 Apr 2008 20:56 by lilium-cruentus

Pure Reason Revolution – The Dark Third

Genre: New Prog.

Track Listings

1.Aeropause (5:04)
2. Goshen's Remains (5:45)
3. Apprentice Of Ohe Universe (4:16)
4. The Bright Ambassadors Of Morning (11:56)
5. Nimos Ond Tambos (3:44)
6. Voices On Winter / In The Realms Of The Divine (6:35)
7. Bullitts Dominæ (5:22)
8. Arrival / The Intension Craft (8:53)
9. He Tried To Show Them Magic! / Ambassadors Return (5:18)


Line-up/Musicians
- Jon Courtney / vocals, guitars, keyboards
- Chloe Alper / vocals, bass guitars
- Jamie Wilcox / vocals, guitars - joined April 2005
- Jim Dobson / vocals, keyboard, guitar, bass guitar, violin
- Andrew Courtney / drums
Review:
   จำได้ว่าได้ยินชื่อของวงนี้มามากพอสมควรเหมือนกัน แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ฟังสักที ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปกอัลบั้มนี่แหละครับ ดูแล้วเดาไม่ออกเลยเลยว่าแนวอะไร ไม่ค่อยกระตุ้นความอยากฟังเลยครับ
   ครับ ถ้าปล่อยเอาไว้ก็จะไม่ได้ฟังสักที เมื่อไม่กี่วันนี้ก็เอามาลองฟังสักหน่อย ปรากฏว่าเพลงดีผิดคาดเลยครับผม เป็น New Prog รุ่นใหม่ไฟแรงที่ฝีมือเอาเรื่องทีเดียว
   The Dark Third คืออัลบั้มแรกของทางวงครับ (แต่ก่อนหน้านี้มีอีพีออกมาเยอะมาก) เรียกได้ว่าแค่เปิดตัวอัลบั้มแรกก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจกันแล้ว ด้วยดนตรีของวงนี้ฟังไม่ยากมาก ก็เหมือนวง New Prog ทั่วไปครับที่เอาอัลเตอร์เนทีฟร๊อคมาผสมกับโปรเกรสสีฟร๊อค และ Pure Reason Revolution ก็ทำออกมาได้อย่างไม่เคอะเขินและลงตัวมากๆครับ
   เปิดตัวด้วย Aeropause เพลงบรรเลงสวยๆ กีตาร์ใสๆกรุ่นกลิ่นอาย Space Rock หน่อยๆ งดงามและล่องลอย ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง Goshen’s Remain ที่ร้องนำโดยเสียงสวยๆเท่ๆของ Chloe Alper มือเบสของวง เป็นร๊อคที่ฟังง่าย ท่อนคอรัสติดหูและกระตุ้นอารมณ์แบบอัลเตอร์เนทีฟร๊อคดีครับ Jim Dobson มือคีย์บอร์ดยังฝากฝีมือการเล่นไวโอลินไว้ในตอนท้ายๆด้วย ทางด้าน  Apprentice of the Universe เป็นเพลงช้าๆที่เคล้ากลิ่นอายสเปซร๊อคเล็กน้อย มีท่อนร้องประสานสวยงาม ฟังแล้วนึกถึง  Porcupine Tree ได้เหมือนกันครับ ขณะที่ The Bright Ambassadors of Morning เป็นเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม มีมูฟเมนต์ที่หลากหลายครับ ขึ้นต้นด้วยเสียงเอื้อนประสานที่ไพเราะล่องลอย ก่อนจะตามมาด้วยดนตรีที่มีจังหวะเร่งเร้าขึ้นมาหน่อย เพลงนี้ฟังแล้วนึกถึงพวก Neo-Prog ได้ครับ เพลงนี้ร้องด้วยเสียงประสานทั้งชายและหญิง ไพเราะมากๆครับ ดนตรีจะค่อยๆเร่งเร้าขึ้นไปเรื่อยๆจนไปถึงจุดสูงสุดในช่วงท้ายครับ ทางด้าน Nimos & Tambos เป็นเพลงฟังง่ายๆเบาๆในช่วงต้น เสียงประสานยังคงเพราะมากเช่นเคย ก่อนจะหักอารมณ์ในช่วงท่อนคอรัสที่รวดเร็ว  พุ่งทะยานไปข้างหน้า และจะเป็นอย่างนี้ไปจนจบเพลงครับ ฟังดูเท่เอามากๆเลยทีเดียว เช่นเดียวกับ Voices in the Winter / In the Realms of the Divine ก็ขึ้นต้นช่วงแรกอย่างช้าๆล่องลอยๆ นึกถึง Porcupine Tree อีกแล้วครับ ท่อนบรรเลงมีเสียงไวโอลินคลอเล็กน้อย ก่อนที่ช่วงครึ่งหลังของเพลงจะปลดปล่อยกันอย่างเต็มที่ครับ ด้วยจังหวะที่รุกเร้ารวดเร็ว ไวโอลินก็สีตามไปได้อย่างเมามันส์ทีเดียว ส่วน Bullitts Dominae ก็เป็นอัลเตอร์เนทีฟร๊อคช้าๆสวยงาม มีท่อนฮุกที่หนักแน่น Arrival / The Intension Craft ขึ้นต้นด้วยดนตรีและเสียงเครื่องสายที่ฟังดูยิ่งใหญ่ เพลงนี้ยาวเป็นอันดับสองในอัลบั้มครับ เป็น New Prog ชั้นดีที่ฟังแล้วกระตุ้นอารมณ์ตลอดเวลาโดยไม่ทิ้งความงดงามไป ก่อนจะปิดท้ายด้วย He Tried To Show Them Magic! / Ambassadors Return เพลงปิดท้ายที่ดีเป็นมาตรฐานของวงครับ แต่ไม่โดดเด่นสักเท่าไร
   เท่าที่ฟังดูวงนี้น่าจะอนาคตไกลทีเดียวครับ เพราะสมาชิกแต่ละคนยังดูอายุน้อยๆกันอยู่เลย และดูเหมือนว่าจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองพอสมควร โดยเฉพาะเสียงร้องประสานชาย+หญิงอันไพเราะและดนตรีที่ฟังสนุก รุกเร้า ตื่นตาตื่นใจ ฟังแล้วไม่เบื่อ ที่สำคัญคือน่าจะจับกลุ่มแฟนเพลงรุ่นใหม่ได้พอสมควร ก็ขอให้วงพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกเรื่อยๆอย่าเพิ่งหมดไฟและไอเดียก็แล้วกันครับ รับรองว่าอนาคตสดใสแน่นอน