5 Illusionist's Favourites # 2: New Prog

posted on 24 May 2008 13:01 by lilium-cruentus

เมื่อพูดถึงดนตรี New Prog แล้ว ก็ต้องอย่าสับสนคิดไปว่ามันเป็นแนวเดียวกับ Neo-Prog นะครับ เพราะ Neo-Prog คือแนวดนตรีที่ถือกำเนิดในช่วงต้นยุค 80’s ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีโปรเกรสสีฟแบบยุค 70’s มาเล่นให้ทันสมัยและฟังง่ายยิ่งขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งรากเหง้าไป ส่วนดนตรี New Prog ที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ มีรากจากดนตรีอัลเทอร์เนทีฟในยุค 90’s แต่มีการเล่นและประพันธ์เพลงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป้นภาคดนตรี เมโลดี้ เนื้อหา หรืออารมณ์เพลง ซึ่งผมจะขอแนะนำอัลบั้ม New Prog ที่น่าฟังสัก 5 อัลบั้มไว้ ณ ที่นี้ครับ (แต่อาจจะมีอีก 5 อัลบั้มโผล่มาอีกเมื่อไรก็ได้ครับ)

  1. Mew – And the Glass Handed Kites (2005)

ใครจะไปคิดว่าอัลบั้มที่มีปกแย่ๆอย่าง And the Glass Handed Kites นี้ จะเป็นสุดยอดอัลบั้ม New Prog ที่เปี่ยมไปด้วยความงดงาม ล่องลอย ชวนพริ้มฝันขนาดนี้ ดนตรีของพวกเขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวพอดีๆของ Alternative Rock, Dream Pop และ Art Rock ที่มีเสียงร้องสูงๆให้อารมณ์เหมือนเทพบุตรแบบ Jon Anderson และมีโทนดนตรีค่อนข้างสดใส ซึ่งเพลงต่างๆในอัลบั้มนี้จะถูกเรียงร้อยกันแบบต่อเนื่องไปตลอดทั้งอัลบั้ม สามารถฟังได้ทั้งชุดโดยไม่ต้องข้ามแทร๊คเลย มันไพเราะไปซะทุกเพลงจริงๆครับ พูดได้เลยว่า Mew คือความหวังใหม่ในวงการดนตรีร๊อคของเดนมาร์กอย่างแท้จริง

  1. Dredg – El Cielo (2002)

อัลบั้มเต็มชุดที่สองโดยวง New Prog จากอเมริกาซึ่งมีพัฒนาการและได้รับการขัดเกลามากกว่าอัลบั้มแรกที่ยังมีกลิ่นอายแบบโพสต์ฮาร์ดคอร์อยู่ค่อนข้างมาก กลายมาเป็น New Prog ที่ติดกลิ่นอายอัลเทอร์เนทีฟร๊อคสูง แต่มีความงดงามในภาคเมโลดี้และติดหูง่ายมาก ดนตรีมีการเปลี่ยนมูฟเมนต์ตลอดเวลาทำให้ไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเป็นคอนเซปต์อัลบั้มอีกด้วย (แต่เกี่ยวกับอะไรไม่รู้เพราะเนื้อหาเข้าใจยากมาก) เพียงแค่ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มอย่าง Same Ol’ Road ก็จะพาจินตนาการของคุณล่องลอยไปใหนต่อใหนแล้ว ด้วยท่อนฮุคที่แสนไพเราะ มีเสียงกีตาร์แตกพร่า หลายๆเพลงในอัลบั้มนี้คงจะโดนใจขาร๊อคทั่วไปได้ไม่ยาก และน่าจะเป็นอัลบั้มที่ดีในการเปิดทางเข้าไปสู่โลกอันสลับซ้อนของดนตรีโปรเกรสสีฟด้วยครับ

3. The Dear Hunter - Act II: The Meaning Of, And All Things Regarding Ms. Leading (2007)

          

หนึ่งในสุดยอดอัลบั้มโปรเกรสสีฟประจำปี 2007 ของเว็บ progarchives และของ Mike Portnoy แห่ง Dream Theater ด้วย ซึ่งเพียงเท่านี้ก็การันตีความยอดเยี่ยมของอัลบั้มนี้ได้ดีเยี่ยมแล้ว แต่กระนั้นเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่ใหนก็ไม่น่าเชื่อถือเท่าการได้สดับฟังด้วยหูของคุณเองอย่างแน่นอน ซึ่ง The Dear Hunter คือวงของ Casey Crescenzo มือกีตาร์/ร้อง ของวงโพสต์ฮาร์ดคอร์ THE RECEIVING END OF SIRENS ซึ่งซาวนด์ของ The Dear Hunter นั้นจะเป็นโปรเกรสสีฟกึ่งอีโมนิดๆแบบ Circa Survive หรือ Coheed and Cambria แต่จะเน้นความวิจิตรบรรจงและความซับซ้อนของอารมณ์เพลงกว่ามาก โดยอัลบั้มนี้เป็นภาคที่สองของคอนเซปต์อัลบั้มที่เขาตั้งใจจะทำออกมาทั้งหมด 9 ภาค ดนตรีในอัลบั้มนี้บอกได้คำเดียวว่าสมบูรณ์แบบ มันมีอารมณ์อ่อนใหวแต่หนักแน่น ใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย มีกลิ่นอายของดนตรีต่างแนวมากมาย ทั้งบลูส์ สวิง คันทรี่ และแจ๊ส ซึ่งทุกอย่างได้ถูกสอดใส่อย่างถูกที่ถูกเวลาและลงตัว ไฮไลท์ของอัลบั้มนี้อยู่ในช่วง The Bitter Suite I-III ซึ่งเป็นมหากาพย์สุดเศร้าที่หนักหน่วง ไพเราะ และ Dramatic มากๆ ฟังไปฟังมาแล้วน้ำตาเล็ดโดยไม่รู้ตัวเลยครับ

4. 3 – The End is Begun (2007)

           

อัลบั้มล่าสุดของวงโปรเกรสสีฟชื่อแปลก มีพัฒนาการขึ้นกว่าอัลบั้มที่แล้วในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะในด้านความซับซ้อน หนักหน่วง หรือไอเดียในการทำเพลง ในตอนแรกพวกเขาเป็นเพียงวง New Prog ดาดๆที่ไม่มีอะไรไปมากกว่าการทำดนตรีตามรอยวงเพื่อนซี้อย่าง Coheed and Cambria (เสียงร้องนี่ยิ่งคล้ายเลย) แต่ในอัลบั้มนี้พวกเขาได้นำส่วนผสมของโปรเกรสสีฟเมทั่ลที่แสนซับซ้อนแบบ Dream Theater เข้ามามากขึ้น ผลที่ได้คือดนตรี New Prog ที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและความซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของวงนั่นคือ อคูสติกกีตาร์ ซึ่งในอัลบั้มนี้ก็ได้ยกระดับการเล่นไปอีกขั้นด้วยการเล่นอคูสติกกีตาร์สไตล์ฟลาเมงโก้แบบสุดเซียน เป็นอีกหนึ่งสุดยอดอัลบั้มที่ไม่ควรพลาดประจำปี 2007 ครับ

 

       5. Coheed and Cambria - Good Apollo, I'm Burning Star IV, Volume Two: No World for   Tomorrow (2007)

คิดว่าน่าจะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว สำหรับวงที่เปรียบเสมือนเป็นผู้นำของวงโปรเกรสสีฟสมัยใหม่ที่แฝงกลิ่นอีโมเล็กน้อยทั้งมวล แต่ละอัลบั้มที่พี่หัวฟู Claudio Sanchez และผองเพื่อนทำออกมานั้นล้วนแต่ยอดเยี่ยมและมีพัฒนาการที่ดีในทุกอัลบั้ม ยิ่งในอัลบั้มล่าสุดนี้ทางวงได้นำกลิ่นอายของดนตรีร๊อครุ่นเก่าแบบ Led Zeppelin และ Rush เข้ามาใส่มากขึ้น ยิ่งทำให้อัลบั้มนี้ดึงดูดกลุ่มแฟนเพลงได้มากยิ่งขึ้นอีก เสียงร้องของ Claudio Sanchez ฟังไปฟังมาละม้ายคล้าย Geddy Lee ในยุคที่เลิกร้องแบบขึ้นเสียงสุดหลอดเป็นอันมาก ด้านดนตรีก็เป็นโปรเกรสสีฟสมัยใหม่ที่เข้าถึงได้ไม่ยาก โทนดนตรีสดใส มีท่อนคอรัสติดหูให้ได้ร้องตามกันแทบทุกเพลง และยังมีกลิ่นอายแบบ Led Zeppelin และ Rush อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ทำให้อัลบั้มนี้เป็นอีกอัลบั้มที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งมวลครับ

 

 

edit @ 24 May 2008 13:16:22 by Lilium † Propaganda™

5 Illusionist's Favourites # 1: Old-School Symphonic Prog

posted on 17 May 2008 12:17 by lilium-cruentus

เอาล่ะครับ สำหรับหัวข้อนี้จะเป็นหัวข้อที่ผมจะพยายามอัพออกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะบางทีก็ต้องสารภาพเลยว่าผมก็ขี้เกียจกับการรีวิวเหมือนกัน จึงอยากจะลองทำอะไรที่มันแตกต่างไปบ้าง ซึ่ง 5 Illusionis's Favourites นั้นจะเป็นการนำเสนอทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับดนตรีที่ผมชอบไม่ว่าจะเป็นเพลง อัลบั้ม นักดนตรี แต่จะเป็นการนำเสนอแบบครั้งละ 5 ชิ้นพร้อมทั้งมีคำบรรยายสั้นๆ ซึ่งผมจะเริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปครับ

สำหรับคราวนี้จะเป็นการแนะนำ 5 อัลบั้มที่เป็น Oldschool Symphonic Progressive Rock ที่ผมชอบ 5 ชุด ซึ่งก็ไม่ใช่การจัดอัลบั้มที่ผมชอบที่สุดแต่อย่างใด แต่เป็นการแนะนำอัลบั้มที่ผมชอบฟังและเห็นว่าดี และอาจจะมีเพิ่มเติมอีก 5 ชุด เมื่อไรก็ได้ครับ

1. Premiata Forneria Marconi (PFM) - Per Un Amico (1972)

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ Italian Symphonic Prog. อยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องสาธยายอะไรกันให้มากความกับสุดยอดอัลบั้มแห่งประวัติศาสตร์ Italian Prog ชุดนี้ แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เคย ก็ต้องขอแนะนำด้วยใจจริงเลยว่า นี่คืออัลบั้มที่เปรียบเสมือนหลักไมล์ของ Italian Prog อย่างแท้จริง มันเป็นซิมโฟนิคพร๊อกที่เปี่ยมไปด้วยความหยดย้อย ละเมียดละไม สวยงาม มีการเปลี่ยนมูฟเมนต์ของบทเพลงที่ถูกที่ถูกเวลา ทำให้บทเพลงฟังดูมีความเคลื่อนใหวอยู่ตลอด ภาคดนตรีก็ช่างอ่อนหวาน อคูสติกกีตาร์มีบทบาทเยอะ คุณจะต้องหลงใหลไปกับ ออร์แกน เมลโลตรอน ฟลุท ไวโอลิน ที่ต่างก็ถูกเรียบเรียงมาอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ Well-Crafted นุ่มละมุน ชวนเบิกบานใจได้ทุกโอกาสครับ

2. Glass Hammer – Culture of Ascent (2007)

ถ้าพูดถึงวงโปรเกรสสีฟรุ่นใหม่ที่ยังทำเพลงเคารพแนวดนตรี Symphonic Prog ยุค 70’s ได้อย่างเข้มข้นแล้ว ผมจะนึกถึง Glass Hammer เป็นวงแรกอย่างแน่นอน เพราะงานของพวกเขานั้นชวนให้เรานึกถึงกลิ่นอายอันหอมหวานของซิมโฟนิคพร๊อกยุค 70’s ได้ชะงัดนัก โดยเฉพาะวง Yes ซึ่งเป็นอิทธิพลที่สำคัญที่สุดของพวกเขา โดยในอัลบั้มนี้ นอกจากแทร๊คแรก South Side of the Sky ที่เป้นการนำเพลงของ Yes มาคัฟเวอร์ได้อย่างไพเราะแล้ว แทร๊คอื่นๆในอัลบั้มนี้ก็ล้วนแต่ถอดแบบมาจาก Yes ยุคคลาสสิคแทบทั้งนั้น แถมยังมี Jon Anderson มาเป็นแขกรับเชิญอีกด้วย ซึ่งสำหรับผู้ใดที่เซ็งกับผลงานยุคหลังๆของ Yes แล้ว อัลบั้มของ Glass Hammer จะเป็นอัลบั้มที่ทำให้คุณเบิกบานใจขึ้นอย่างแน่นอนครับ

3. Procol Harum – Grand Hotel (1973)

เชื่อว่าหลายๆคนคงจะรู้จักวงนี้ดี ในฐานะที่เป็นเจ้าของเพลงมหาอมตะฮิตตลอดกาลอย่าง A Whiter Shade of Pale แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักพวกเขาในด้านที่เป็นโปรเกรสสีฟลึกซึ้งอย่างในอัลบั้ม Grand Hotel นี้ ซึ่งในอัลบั้มนี้เป้นอัลบั้มที่ไม่ค่อยมีเพลงฮิต แต่กลับเปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์ศิลป์ โดยเป็นคอนเซปต์อัลบั้มที่แสดงถึงบรรยากาศแบบโรงแรมผู้ดีอังกฤษอย่างชัดเจนและงดงาม อัลบั้มนี้ถูกรายล้อมไปด้วยความไพเราะ หรูหรา จากเครื่องสาย เปียโน เมโลดี้ที่โบราณๆหน่อย และอิทธิพลจากดนตรีคลาสสิค ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ในโรงแรมหรูแบบผุ้ดีอังกฤษจริงๆ

4. Hecenia – Legendes (1989)

อีกหนึ่งเพชรในตมของวงการโปรเกรสสีฟ วงนี้เป็นวงจากฝรั่งเศสที่ถือกำเนิดจากเถ้าถ่านของวง Elohim เล่นดนตรีซิมโฟนิคพร๊อกร่วมสมัยที่ใช้คีย์บอร์ดเป็นตัวนำและขับเคลื่อนบทเพลง (เด่นมากๆ) เมโลดี้ที่ใช้ค่อนข้างหม่นหมอง แต่ก็ฟังดูล่องลอย ร้องน้อย เน้นบรรเลงเป็นหลัก ทั้ง 4 แทร๊ค เฉลี่ยแทร๊คละ 10 นาทีในอัลบั้มนี้ไม่มีแทร๊คใหนโดดเด่นกว่ากันเลย ฟังได้เพลินๆทั้งชุดครับ จะมีข้อติหน่อยก็ตรงที่เสียงกลองที่ฟังดูไม่เป็นธรรมชาติเพราะใช้กลองโปรแกรมเท่านั้นเอง แต่ก็ยังถือว่าเป็นอัลบั้มที่น่าฟังมากครับ แนะนำเป็นพิเศษสำหรับนักฟังที่รักเสียงคีย์บอร์ดและดนตรีโปรเกรสสีฟที่ให้บรรยากาศที่ล่องลอยครับ

5. After Crying – Overground Music (1990)

อีกหนึ่งโปรเกรสสีฟร๊อครุ่นใหม่จากฮังการีที่เล่นดนตรีซิมโฟนิคพร๊อกได้ ซิมโฟนิคจริงๆ เพราะแทบจะไม่ใช้เครื่องดนตรีประเภทกีตาร์หรือกลองเลย แต่จะใช้เครื่องดนตรีจำพวก วิโอลา เชลโล ฟลุท โอโบ บาสซูน ทรัมเป็ต ทรอมโบน คีย์บอร์ด เปียโน เป็นตัวขับเคลื่อนบทเพลงแทน ซึ่งภาคดนตรีนั้นช่างงดงาม อ่อนหวาน หยดย้อยเสียนี่กระไร การเรียบเรียงเครื่องดนตรีนั้นทำได้กลมกล่อมลงตัวมาก ภาษาฮังกาเรียนแปลกๆก็ไม่เป็นอุปสรรคในการฟังอัลบั้มนี้แต่อย่างใด เพราะเสียงร้องก็เพราะมากทีเดียว  อัลบั้มนี้เป็นอะไรที่ฟังแล้วมีความสุขจริงๆครับ ถ้าคุณสามารถเข้าถึงมันได้แล้ว อัลบั้มนี้จะเป็นอัลบั้มที่อยู่คู่วันหยุดสุดสัปดาห์แสนสบายของคุรไปอีกนานเชียวล่ะ

Toto - Hydra

posted on 04 May 2008 14:50 by lilium-cruentus

Toto - Hydra

genre: Melodic Hard Rock/Art Rock

 Track Listing:

All songs by David Paich, except where noted.

  1. "Hydra" (David Hungate/Bobby Kimball/Steve Lukather/David Paich/Steve Porcaro/Jeff Porcaro) – 7:31
  2. "St. George and the Dragon" – 4:45
  3. "99" – 5:16
  4. "Lorraine" – 4:46
  5. "All Us Boys" – 5:03
  6. "Mama" (David Paich/Bobby Kimball) – 5:14
  7. "White Sister" (David Paich/Bobby Kimball)– 5:39
  8. "A Secret Love" (David Paich/Bobby Kimball/Steve Porcaro)– 3:07

 Line Up:

  • Steve Lukather - guitar, vocals
  • Bobby Kimball - vocals
  • David Hungate - bass
  • Jeff Porcaro - drums
  • Steve Porcaro - keyboards
  • David Paich - keyboards, vocals

Review:

       พูดถึงพัฒนาการทางด้านคุณภาพของการทำงาน ผลลัพท์และเสียงวิจารณ์จะออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่บางครั้งบางคราวก็ต้องแลกด้วยการที่ผลประโยชน์ที่ได้ตอบแทนน้อยลงไป ซึ่งจะเห็นได้จากผลงานเพลงของหลายๆวงที่พยายามทำงานให้ออกมาละเอียดลออมากขึ้นกว่าผลงานเดิมที่เคยทำไว้ เสียงวิจารณ์ก็ออกมาในแง่ดี แต่ยอดขายกลับลดลง ซึ่งวงอย่าง Toto ก็หนีไม่พ้นสถานการณ์นี้่เช่นเดียวกัน

        สำหรับอัลบั้ม Hydra นี้คือผลงานชุดที่สองของวงเมโลดิคร๊อคชื่อดังอย่าง Toto ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องการทำดนตรีเมโลดิคร๊อคที่งดงามพิถีพิถันและมีซิงเกิ้ลดังๆออกมามากมาย ซึ่งอัลบั้มแรกของพวกเขานั้นสามารถทำยอดขายได้ถึงระดับดับเบิ้ล แพลตินั่มกันเลยทีเดียว โดยที่ในอัลบั้มที่สองนี้พวกเขาก็พยายามพัฒนาการทำงานให้ซับซ้อนและมีความเป็นโปรเกรสสีฟยิ่งขึ้น แต่น่าเสียดายที่ยอดขายไปได้เพียงระดับ Gold เท่านั้น  ทั้งๆที่ภาคดนตรีและมุมมองในการแต่งเพลงในอัลบั้มนี้จะเหนือกว่าอัลบั้มแรกมากทีเดียว

        อัลบั้มนี้เปิดตัวด้วยไตเติ้ลแทร๊ค Hydra ที่ถึงแม้จะมีความยาวไม่มากเท่าวงโปรเกรสสีฟแท้ๆวงอื่นๆ แต่ด้วยการใช้เนื้อเพลงแบบเล่าเรื่องนิยายแฟนตาซี รวมถึงภาคดนตรีที่ละเอียดซับซ้อนแถมยังเร้าใจ ทำให้เพลงนี้เป็นมหากาพย์ขนาดย่อมๆของวงได้เลยทีเดียว (เพลงนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวงด้วย) ตามมาติดๆด้วย St.George and the Dragon ที่มีเนื้อร้องต่อเนื่องมาจากเพลงที่แล้ว เป็นเพลงเมโลดิคร๊อคจังหวะกลางๆ เรียบง่าย ฟังเพลินๆดีครับ ก่อนจะมาถึงเพลงบัลลาดสุดไพเราะและเปี่ยมอารมณ์อย่าง "99" ที่ดนตรีนวลเนียนและละเอียดมากๆ ทั้งเสียงเปียโนและซินธ์ได้ถูกเรียบเรียงมาอย่า่งลงตัว บวกกับเสียงร้องนุ่มๆแฝงความเศร้าของ Steve Lukather ยิ่งได้อารมณ์ลึกซึ่งได้อารมณ์โปรเกรสสีฟครับ ซึ่งเนื้อร้องของเพลงนี้ก็ได้แรงบันดาลใจมากจากภาพยนตรวิทยาศาสตร์์เรื่อง THX-1138 ของ George Lucas นั่นเอง ต่อเนื่องด้วย Lorraine ที่ขึ้นต้นเป็นเปียโนบัลลาดเพราะๆ (Steve Lukather ร้องนำอีกเพลง) ก่อนจะปรับอารมณ์ให้สดใสขึ้นด้วยท่อนคอรัสจังหวะเร็ว ทางด้าน All Us Boys เป็นร๊อคธรรมดาๆไม่มีอะไรโดดเด่นแต่ก็สนุกสดใส ร้องนำโดย Steve Porcaro ถือว่าเป็นการเปลี่ยนอารมณ์หนีจากความเคร่งเครียดจริงจังในช่วงต้นอัลบั้มได้ดีครับ ในขณะที่ Mama เป็นเพลงที่ Bobby Kimball ได้โชว์เสียงร้องเต็มๆอีกครั้ง บรรยากาศแบบอาร์แอนด์บีเล็กๆจากชุดที่แล้วฟุ้งเต็มไปหมด กลางๆเพลงมีโซโล่เปียโนไฟฟ้าดวลกับกีตาร์พองาม ก็ฟังเพราะดีครับ ต่อด้วย White Sister ร๊อคสนุกๆอีกเพลงที่ไม่ค่อยจะมีอะไรที่น่าจดจำสักเท่าไร แต่จำได้ว่าตอนฟังเวอร์ชั่นไลฟ์ในชุด Livefields จะมันส์กว่ามากครับ ปิดท้ายด้วย A Secret Love เปียโนบัลลาดอันแสนงดงาม บรรยากาศชวนฝัน เป็นอีกเพลงที่การเรียบเรียงเสียงเปียโนและคีย์บอร์ดทำได้ยอดเยี่ยมมากๆ

        อัลบั้มนี้ถือว่าเป็นพัฒนาการที่น่าชมเชยในด้านดนตรีของทางวง ถึงแม้จะมีบา่งเพลงที่ดุออกจะธรรมดาไปบ้าง แต่ในความเห็นผมแล้ว อัลบั้มนี้เป้นอัลบั้มที่น่าฟังและศึกษาชุดหนึ่ง ซึ่งถ้าชอบผลงานอื่นๆของวงนี้แล้วก็ไม่น่าที่จะปฏิเสธอัลบั้มนี้ครับ โดยเฉพาะแฟนๆโปรเกรสสีฟร๊อคที่สนใจจะฟังผลงานของวงนี้ ก็ต้องแนะนำอัลบั้มนี้กันก่อนเลย เพราะน่าจะเป็นงานที่ละเอียดและน่าจะมีความเป็นโปรเกรสสีฟมากที่สุดเท่าที่วงเคยทำมาครับ