Prndragon - Pure

posted on 09 Oct 2008 19:30 by lilium-cruentus

Pendragon - Pure

Genre: Neo-Progressive Rock

Studio Album, released in 2008

Track Listings

1. Indigo (13:44)
2. Eraserhead (9:05)
3. Comatose (I View From The Seashore) (7:41)
4. Comatose (II Space Cadet) (4:02)
5. Comatose (III Home and Dry) (5:55)
6. The Freak Show (4:26)
7. It's Only Me (8:16)

Total Time: 53:10

Line-up/Musicians

- Nick Barrett / vocals, guitars, keyboard programming
- Peter Gee / bass guitar
- Clive Nolan / keyboards, backing vocals
- Scott Higham / drums, backing vocals

หลังจากทิ้งช่วงห่างจากอัลบั้มที่แล้วไปประมาณสามปี สุดยอดวงนีโอ-พร๊อกรุ่นเก๋าจากเกาะอังกฤษวงนี้ก้ได้กลับมาออกอัลบั้มให้แฟนๆได้หายคิดถึงกันอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยให้เพื่อนร่วมรุ่นอย่าง Marillion ออกอัลบั้มใหม่ไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่เดือน

สำหรับนักดนตรีที่เด่นๆของ Pendragon นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก Clive Nolan ยอดมือคีย์บอร์ดที่มีส่วนร่วมกับวงโปรเกรสสีฟหลายต่อหลายวง รวมถึงวง Arena วงหลักอีกวงของเขาที่กำลังอยู่ในช่วงพักวงอีกด้วย ส่วนทางด้านมือกีตาร์ Nick Barrett นั้นก็จัดเป็นมือกีตาร์ที่ถูกมองข้ามมากที่สุดคนนึงเลยทีเดียว ทั้งๆที่มี่ฝีมือในการเล่นกีตาร์ของเขานั้นจัดอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม มีความโดดเด่นในการเล่นลีดได้เฉียบคม อ่อนหวาน บาดหัวใจ ตามสไตล์ของ David Gilmour แห่งวง Pink Floyd

ซึ่งในส่วนของอัลบั้ม Pure ชุดนี้จะเห็นได้ว่าทางวงยังคงรักษาแนวทางเดิมๆของวงแบบที่เราคุ้นเคยได้ดี ทั้งซาวนด์คีย์บอร์ดเน้นบรรยากาศ เมโลดี้กีตาร์ที่สวยงามและการลีดที่หวานจับใจ และท่วงทำนองที่หนักแน่นแต่ไม่ได้เน้นเทคนิคอะไรมากนัก แต่สิ่งที่พอจะสังเกตเพิ่มเติมได้ในอัลบั้มนี้คือริฟฟ์กีตาร์ที่หนักหน่วงขึ้นเล็กน้อยและท่วงทำนองแบบเมทั่ลเล็กๆ ซึ่งถูกสอดใส่ลงในบทเพลงได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวทีเดียวครับ

อัลบั้มนี้ถูกเปิดด้วยเพลง Indigo ซึ่งมีความยาวถึง 13 นาที นำร่องมาด้วยริฟฟ์กีตาร์หม่นๆและเสียงซินธ์รองพื้นที่ให้ความรู้สึกดาร์คมากๆ ตัวเพลงเป็นเพลงจังหวะค่อนข้างช้าต่อเนื่องกันไปทั้งเพลง ไลน์กีตาร์ในเพลงนี้สวยงามมากครับ มีท่อนลีดเพราะๆ พอมาบวกกับเสียงร้องนุ่มๆก็ทำให้นึกถึง Porcupine Tree ได้เหมือนกัน ต่อด้วย Eraserhead ที่เล่นต้นด้วยจังหวะขัดๆเล็กน้อย คีย์บอร์ดเด่นมากๆครับ ให้ความรู้สึกคึกคักขึ้นกว่าเพลงที่แล้วเล็กน้อย ก่อนจะตามมาด้วยมหากาพย์ไตรภาค Comatose ซึ่งเปิดด้วย View from the Seashore ที่เริ่มต้นแบบเปียโนบัลลาดเพราะๆเศร้าๆ ก่อนจะเข้าสู่ท่อนหลักที่เล่นกันหนักหน่วงมากๆ เข้าขั้นโปรเกรสสีฟเมทั่ลเลยล่ะ บรรยากาศมืดหม่นอนธกาลอย่างถึงที่สุด ตามด้วยภาคที่สอง Space Cadet กับเพลงจังหวะมิดเทมโป คึกคัก ฟังง่าย ฟังแล้วคล้ายเพลงของ Neal Morse อยู่เหมือนกัน (เสียงร้องก็คล้ายกันด้วยครับ) ปิดท้ายไตรภาคด้วย Home and Dry ซึ่งเป็นเพลงบัลลาดช้าๆที่เน้นการสร้างบรรยากาศด้วยเสียงคีย์บอร์ดเป็นหลัก ช่วงท้ายเพลงมีลีดกีตาร์หวานๆที่สำเนียงกีตาร์ฟังดูคล้าย David Gilmour มากๆ ตามด้วย The Freak Show เพลงจังหวะกลางๆที่ค่อนไปทางฮาร์ดร๊อคหน่อยๆ ท่อนคอรัสชวนร้องตามมากครับ ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลงช้าสุดขื่นขมอย่าง It's Only Me ที่อินโทรด้วยฮาร์โมนิก้าเล่นเมโลดี้ชวนเหงา ซาวนด์คีย์บอร์ดมืดมนมากๆ ส่งท้ายด้วยลีดกีตาร์ที่ฟังแล้วเศร้ากรีดหัวใจนานกว่า 4 นาที เป็นการปิดอัลบั้มที่ชวนหดหู่อย่างแท้จริงครับ 

สำหรับงานของ Pendragon แต่ละชุดนั้นมีมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงครับ เพราะโดยปกติวงนีโอ-พร๊อกจะถูกมองว่าทำอัลบั้มออกมาค่อนข้างจำเจและน่าเบื่อ แต่ไม่ใช่กับ Pendragon แน่นอน ซึ่งสำหรับอัลบั้ม Pure ชุดนี้ทางวงก็ทำออกมาได้มาตรฐานดี และอาจจะกว่าชุดก่อนๆอีกหลายชุดด้วยซ้ำไปครับ เสียงวิจารณ์จากสื่อต่างๆก็ออกมาในแง่บวกซะมาก ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าอัลบั้มเป็นอัลบั้มที่น่าฟังมากๆชุดนึงประจำปีนี้เลยทีเดียวครับ

edit @ 9 Oct 2008 20:12:39 by Lilium † Propaganda™

edit @ 9 Oct 2008 20:14:43 by Lilium † Propaganda™

5 Illusionist's Favourites #3 : 80's Synth Pop

posted on 26 Jul 2008 11:15 by lilium-cruentus

พูดถึงแนวดนตรี Synth Pop แบบยุค 80's แล้ว สำหรับสมัยนี้คงจะเห็นว่าเชยเป็นยิ่งนัก โดยเฉพาะแฟชั่นที่เมื่อมองจากสายตาของคนสมัยนี้แล้วมันช่าง "โคตรเชย" สิ้นดี แต่สำหรับดนตรีป๊อปในยุคนั้นแล้วก็ถือว่ามีวงดีๆอยู่พอสมควรเลยล่ะ เพราะดนตรี Synth Pop ในยุคนั้นมีการเรียบเรียงคีย์บอร์ดและเสียงสังเคราะห์อย่างสวยงามและยังมีความเข้มข้นของภาคดนตรีอยู่มาก ต่างจากเพลงป๊อปสังเคราะห์สมัยนี้ที่บางทีฟังดูโฉ่งฉ่างและไม่น่าฟังเป็นอันมาก อย่างไรก็ตามวง Synth Pop ที่ทำเพลงละเมียดละไมในยุคนั้นก็จะเป็นวงจากยุโรปซะส่วนใหญ่ ซึ่งทำเพลงได้ไพเราะน่าฟังกว่าวงอเมริกันมาก

1.) A-Ha - Scoundrel Days (1986)

น่าเสียดายจริงๆสำหรับวงนี้ที่คนส่วนใหญ่มักจะมองพวกเขาเป็นวงป๊อปตลาดธรรมดาๆจากซิงเกิ้ล Take on Me ในอัลบั้มแรกแค่เพลงเดียวเท่านั้น และถูกมองว่าเป็นศิลปินประเภท One Hit Wonder ไป ทั้งๆที่ผลงานที่ออกมาหลังจากนั้นก็ล้วนแต่เป้นผลงานคุณภาพและเปี่ยมไปด้วยความละเมียดละไมมากกว่าอัลบั้มแรกเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัลบั้มที่สอง Scoundrel Days ที่อัดแน่นไปด้วยท่วงทำนองและความคมลึกของดนตรี และอัลบั้มนี้ก็เป้นชุดแรกที่ทางวงหันมาใช้กลองจริงๆในการบันทึกเสียงอีกด้วย ในอัลบั้มนี้คุณจะได้พบกับดนตรีซินธ์ป๊อประดับเกรดเอตลอดทั้งอัลบั้ม หลายเพลงให้อารมณ์ถวิลหา โดยเฉพาะแทร๊คเด่นอย่าง Manhattan Skyline ที่นำเอาความอ่อนหวาน หนักแน่นและเจ็บปวดรวดร้าวมาผูกประสานกันได้อย่างน่าทึ่ง

2.) Orchestral Manoeuvres in the Dark - Architecture & Morality (1981)

 

นี่คืออีกหนึ่งอัลบั้มซินธ์ป๊อปสุดคลาสสิคตลอดกาลที่มีซาวนด์ดนตรีเท่ขาดใจ อัลบั้มนี้มีความโดดเด่นที่การเรียงร้อยบทเพลงให้ิอารมณ์ไหลลื่นต่อเนื่องไปตลอดทั้งอัลบั้มแบบไม่มีสะดุด อีกทั้งการกระหน่ำซินธิไซเซอร์แบบเต็มที่ไม่มีกั๊กและการเรียบเรียงเสียงซินธ์ในหลายๆเพลงที่ทำได้ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ ทำให้อัลบั้มนี้เต็มไปด้วยความเข้มข้น มีมิติ อีกทั้งยังไม่ทิ้งความไพเราะงดงามที่มีมากกว่าอัลบั้มชุดใหนๆของวงอีกด้วย

3.) Red Box - Motive (1990)

อัลบั้มชุดที่สองและชุดสุดท้ายของวง Red Box ซึ่งทางวงได้ปรับซาวนด์จากดนตรีซินธ์ป๊อปที่สนุกและสดใส (เกินไปหน่อย) ในอัลบั้มแรก กลายเป็นดนตรีป๊อปละเมียดละไมที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นกรุ่นไอรัก ฟังเมื่อไรก็อดจะอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ทุกที เหมาะมากสำหรับจะเปิดฟังในยามเช้าที่อบอุ่นหรือสำหรับการขับรถเที่ยวออกไปนอกเมืองในยามบ่ายวันอาทิตย์ที่แสนเรื่อยเปื่อยของคุณครับ

4.) Depeche Mode - Black Celebration (1986)

อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกที่วง Depeche Mode หันมาเล่นดนตรีซินธ์์ป๊อปแบบมืดมนอย่างเต็มตัว โดยที่ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ทดลองกับซาวนด์มืดมนมาบ้างแล้วในอัลบั้ม Some Great Reward ซึ่งในอัลบั้มนี้ก็เป็นเสมือนการเปิดซีน Dark Romantic ที่ได้รับความนิยมพอสมควรในเวลาถัดมา สำหรับอัลบั้มนี้แทบจะไม่มีเพลงฮิตเลย แต่มันได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากในเรื่องความมืดมนที่ต่อเนื่องและความเป็นเอกภาพของอัลบั้ม ทำให้อัลบั้มนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผลงานคลาสสิกตลอดกาลของวงการซินธ์ป๊อปเลยทีเดียว

5.) Camouflage - Voices and Images (1988)

สำหรับวง Camouflage นี้ ได้ถูกครหาว่าเป็นได้แค่เพียง Copycat ของวง Depeche Mode ซึ่งความจริงแล้วข้อครหานั้นก็ไม่ผิดอะไร เพราะดนตรีของวงนี้มันเหมือน Depeche Mode แบบแทบจะลอกกันมาเลยจริงๆ แต่เราจะคิดมากไปทำไม ในเมื่อเพลงในอัลบั้มมันดีแทบทุกเพลงแบบนี้ เรียกได้ว่าดีกว่าหลายๆอัลบั้มของ Depeche Mode ด้วยซ้ำไป ซึ่งสำหรับใครที่ช้ำใจกับงานของ Depeche Mode ยุคหลังๆ ก็ลองย้อนมาฟังงานของ Camouflage อัลบั้มนี้ดู จะทำให้คุณแฮปปี้ได้แน่นอนครับ

 

edit @ 26 Jul 2008 12:45:38 by Lilium † Propaganda™

5 Illusionist's Favourites # 2: New Prog

posted on 24 May 2008 13:01 by lilium-cruentus

เมื่อพูดถึงดนตรี New Prog แล้ว ก็ต้องอย่าสับสนคิดไปว่ามันเป็นแนวเดียวกับ Neo-Prog นะครับ เพราะ Neo-Prog คือแนวดนตรีที่ถือกำเนิดในช่วงต้นยุค 80’s ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีโปรเกรสสีฟแบบยุค 70’s มาเล่นให้ทันสมัยและฟังง่ายยิ่งขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งรากเหง้าไป ส่วนดนตรี New Prog ที่ผมจะมาแนะนำในวันนี้ มีรากจากดนตรีอัลเทอร์เนทีฟในยุค 90’s แต่มีการเล่นและประพันธ์เพลงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป้นภาคดนตรี เมโลดี้ เนื้อหา หรืออารมณ์เพลง ซึ่งผมจะขอแนะนำอัลบั้ม New Prog ที่น่าฟังสัก 5 อัลบั้มไว้ ณ ที่นี้ครับ (แต่อาจจะมีอีก 5 อัลบั้มโผล่มาอีกเมื่อไรก็ได้ครับ)

  1. Mew – And the Glass Handed Kites (2005)

ใครจะไปคิดว่าอัลบั้มที่มีปกแย่ๆอย่าง And the Glass Handed Kites นี้ จะเป็นสุดยอดอัลบั้ม New Prog ที่เปี่ยมไปด้วยความงดงาม ล่องลอย ชวนพริ้มฝันขนาดนี้ ดนตรีของพวกเขาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวพอดีๆของ Alternative Rock, Dream Pop และ Art Rock ที่มีเสียงร้องสูงๆให้อารมณ์เหมือนเทพบุตรแบบ Jon Anderson และมีโทนดนตรีค่อนข้างสดใส ซึ่งเพลงต่างๆในอัลบั้มนี้จะถูกเรียงร้อยกันแบบต่อเนื่องไปตลอดทั้งอัลบั้ม สามารถฟังได้ทั้งชุดโดยไม่ต้องข้ามแทร๊คเลย มันไพเราะไปซะทุกเพลงจริงๆครับ พูดได้เลยว่า Mew คือความหวังใหม่ในวงการดนตรีร๊อคของเดนมาร์กอย่างแท้จริง

  1. Dredg – El Cielo (2002)

อัลบั้มเต็มชุดที่สองโดยวง New Prog จากอเมริกาซึ่งมีพัฒนาการและได้รับการขัดเกลามากกว่าอัลบั้มแรกที่ยังมีกลิ่นอายแบบโพสต์ฮาร์ดคอร์อยู่ค่อนข้างมาก กลายมาเป็น New Prog ที่ติดกลิ่นอายอัลเทอร์เนทีฟร๊อคสูง แต่มีความงดงามในภาคเมโลดี้และติดหูง่ายมาก ดนตรีมีการเปลี่ยนมูฟเมนต์ตลอดเวลาทำให้ไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเป็นคอนเซปต์อัลบั้มอีกด้วย (แต่เกี่ยวกับอะไรไม่รู้เพราะเนื้อหาเข้าใจยากมาก) เพียงแค่ซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มอย่าง Same Ol’ Road ก็จะพาจินตนาการของคุณล่องลอยไปใหนต่อใหนแล้ว ด้วยท่อนฮุคที่แสนไพเราะ มีเสียงกีตาร์แตกพร่า หลายๆเพลงในอัลบั้มนี้คงจะโดนใจขาร๊อคทั่วไปได้ไม่ยาก และน่าจะเป็นอัลบั้มที่ดีในการเปิดทางเข้าไปสู่โลกอันสลับซ้อนของดนตรีโปรเกรสสีฟด้วยครับ

3. The Dear Hunter - Act II: The Meaning Of, And All Things Regarding Ms. Leading (2007)

          

หนึ่งในสุดยอดอัลบั้มโปรเกรสสีฟประจำปี 2007 ของเว็บ progarchives และของ Mike Portnoy แห่ง Dream Theater ด้วย ซึ่งเพียงเท่านี้ก็การันตีความยอดเยี่ยมของอัลบั้มนี้ได้ดีเยี่ยมแล้ว แต่กระนั้นเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่ใหนก็ไม่น่าเชื่อถือเท่าการได้สดับฟังด้วยหูของคุณเองอย่างแน่นอน ซึ่ง The Dear Hunter คือวงของ Casey Crescenzo มือกีตาร์/ร้อง ของวงโพสต์ฮาร์ดคอร์ THE RECEIVING END OF SIRENS ซึ่งซาวนด์ของ The Dear Hunter นั้นจะเป็นโปรเกรสสีฟกึ่งอีโมนิดๆแบบ Circa Survive หรือ Coheed and Cambria แต่จะเน้นความวิจิตรบรรจงและความซับซ้อนของอารมณ์เพลงกว่ามาก โดยอัลบั้มนี้เป็นภาคที่สองของคอนเซปต์อัลบั้มที่เขาตั้งใจจะทำออกมาทั้งหมด 9 ภาค ดนตรีในอัลบั้มนี้บอกได้คำเดียวว่าสมบูรณ์แบบ มันมีอารมณ์อ่อนใหวแต่หนักแน่น ใช้เครื่องดนตรีหลากหลาย มีกลิ่นอายของดนตรีต่างแนวมากมาย ทั้งบลูส์ สวิง คันทรี่ และแจ๊ส ซึ่งทุกอย่างได้ถูกสอดใส่อย่างถูกที่ถูกเวลาและลงตัว ไฮไลท์ของอัลบั้มนี้อยู่ในช่วง The Bitter Suite I-III ซึ่งเป็นมหากาพย์สุดเศร้าที่หนักหน่วง ไพเราะ และ Dramatic มากๆ ฟังไปฟังมาแล้วน้ำตาเล็ดโดยไม่รู้ตัวเลยครับ

4. 3 – The End is Begun (2007)

           

อัลบั้มล่าสุดของวงโปรเกรสสีฟชื่อแปลก มีพัฒนาการขึ้นกว่าอัลบั้มที่แล้วในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะในด้านความซับซ้อน หนักหน่วง หรือไอเดียในการทำเพลง ในตอนแรกพวกเขาเป็นเพียงวง New Prog ดาดๆที่ไม่มีอะไรไปมากกว่าการทำดนตรีตามรอยวงเพื่อนซี้อย่าง Coheed and Cambria (เสียงร้องนี่ยิ่งคล้ายเลย) แต่ในอัลบั้มนี้พวกเขาได้นำส่วนผสมของโปรเกรสสีฟเมทั่ลที่แสนซับซ้อนแบบ Dream Theater เข้ามามากขึ้น ผลที่ได้คือดนตรี New Prog ที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและความซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของวงนั่นคือ อคูสติกกีตาร์ ซึ่งในอัลบั้มนี้ก็ได้ยกระดับการเล่นไปอีกขั้นด้วยการเล่นอคูสติกกีตาร์สไตล์ฟลาเมงโก้แบบสุดเซียน เป็นอีกหนึ่งสุดยอดอัลบั้มที่ไม่ควรพลาดประจำปี 2007 ครับ

 

       5. Coheed and Cambria - Good Apollo, I'm Burning Star IV, Volume Two: No World for   Tomorrow (2007)

คิดว่าน่าจะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว สำหรับวงที่เปรียบเสมือนเป็นผู้นำของวงโปรเกรสสีฟสมัยใหม่ที่แฝงกลิ่นอีโมเล็กน้อยทั้งมวล แต่ละอัลบั้มที่พี่หัวฟู Claudio Sanchez และผองเพื่อนทำออกมานั้นล้วนแต่ยอดเยี่ยมและมีพัฒนาการที่ดีในทุกอัลบั้ม ยิ่งในอัลบั้มล่าสุดนี้ทางวงได้นำกลิ่นอายของดนตรีร๊อครุ่นเก่าแบบ Led Zeppelin และ Rush เข้ามาใส่มากขึ้น ยิ่งทำให้อัลบั้มนี้ดึงดูดกลุ่มแฟนเพลงได้มากยิ่งขึ้นอีก เสียงร้องของ Claudio Sanchez ฟังไปฟังมาละม้ายคล้าย Geddy Lee ในยุคที่เลิกร้องแบบขึ้นเสียงสุดหลอดเป็นอันมาก ด้านดนตรีก็เป็นโปรเกรสสีฟสมัยใหม่ที่เข้าถึงได้ไม่ยาก โทนดนตรีสดใส มีท่อนคอรัสติดหูให้ได้ร้องตามกันแทบทุกเพลง และยังมีกลิ่นอายแบบ Led Zeppelin และ Rush อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ทำให้อัลบั้มนี้เป็นอีกอัลบั้มที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งมวลครับ

 

 

edit @ 24 May 2008 13:16:22 by Lilium † Propaganda™